Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Joe524

Pages: [1] 2 3 ... 24
1
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจผลประกอบการหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3/2564 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน) ที่มีผลประกอบการเติบโตมากสุด พร้อมทั้งสำรวจกลุ่มหุ้นที่พลิกมีกำไรมานำเสนอ เนื่องจากหุ้นดังกล่าวสามารถทำกำไรสวนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างแข็งแกร่ง

สำหรับหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมี 10 ตัว แบ่งเป็น หุ้นกำไรเติบโตมากสุด 5 ตัว ได้แก่ RICHY,ROJNA,AMATAV, ASW และ SPALI โดยหุ้นดังกล่าวมีโอกาสทำผลงานปี 2564 เติบโดดเด่นและต่อเนื่องในปีหน้า ขณะที่อีก 5 ตัวเป็นหุ้นที่พลิกมีกำไร ประกอบด้วย AWC,PF,CI,NCH และ WIN โดยหุ้นดังกล่าวมีลุ้นปีนี้กลับมา “เทิร์นอะราวด์” โดดเด่นและโตต่อเนื่องในปีหน้าเช่นกัน

อย่างไรก็ตามต้องจับตาหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) เป็นการชั่วคราว โดยมาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2564 ถึงสิ้นปี 2565 เพื่อช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเป็นบวกมากที่สุดต่อบริษัทที่มียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ในมือนั่นเอง




โดยอันดับ 1 ทำกำไรเติบโตมากสุด บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 78.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 934.69% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 7.62 ล้านบาท โดยบริษัทฯมีรายได้รวมเท่ากับ 420.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 281.50 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 202.66 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจัยหลักจากการโอนรับรู้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวน 282.04 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 219.01 เมื่อเทียบกับปีก่อน



ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์ซื้อขาย “ตราสารหนี้” รองรับนลท.ต่างชาติ มีผล 4 ม.ค.65



ASW ร่วมงาน “Analyst Meeting” โชว์กลยุทธ์-แผนธุรกิจ ผลักดันผลงานโตเด่น


ส่วนงวดเก้าเดือนปี 2564 บริษัทฯมีรายได้รวมเท่ากับ 1,095.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 559.27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 104.29 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจัยหลักจากการโอนรับรู้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวน 582.93 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 118.87 เมื่อเทียบกับปีก่อน

อนึ่งก่อนหน้านี้ นางสาวอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร RICHY เปิดเผยว่า สำหรับในปี 2564 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 869.06 ล้านบาท และคงเป้าหมายยอดขายในปี 2564 ไว้ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท แม้ยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกจะทำได้เกือบ 45% โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมูลค่าโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา เป็นโครงการแนวราบ จำนวน 2 โครงการ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมขนาด 32 ชั้น จำนวน 1 โครงการ และอีก 1 โครงการ อยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์โควิด-19

สำหรับกลยุทธ์หลักในช่วงที่เหลือของปี 2564 บริษัทจะเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ให้มากขึ้น โดยได้ตั้งหน่วยงานขายออนไลน์อย่างถาวร เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การจองซื้อ และการชำระเงิน บน Digital Platform ที่หลากหลายทุกช่องทางการสื่อสาร ซึ่งมีผลตอบรับค่อนข้างดี รวมถึงการจัดโปรโมชั่นเพื่อเร่งระบายสต๊อก ทั้งส่วนลดพิเศษ และโปรโมชั่นที่โดนใจให้ลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่เอง หรือลูกค้าที่ซื้อลงทุน มีทั้งการขายแบบให้บริการหาผู้เช่าห้องรายเดือนและแบบรายวัน หรือแบบมีรับประกันผลตอบแทน (Yield Guarantee) ในระยะ 3 ปี




อันดับ 2 บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 891.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 853.30% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 93.47 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 195.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 70.02 ล้านบาท และรายได้ขายไฟฟ้าไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 2.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.54 พันล้านบาท และมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ทางการเงินอยู่ที่ 453.97 ล้านบาท




อันดับ 3 บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 80.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120.66% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 36.52 ล้านบาท โดยรายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจำนวน 129.94 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการให้เช่า และ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น




อันดับ 4 บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 156.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.35% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 90.48 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,134.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.2% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวมเท่ากับ 674.4 ล้านบา

ด้านนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมายจะมีรายได้ทะลุ 5,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 4,200 ล้านบาท โดยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4/2564 น่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว และกำลังซื้อที่อยู่อาศัย มีสัญญาณที่ดีต่อเนื่อง สอดรับกับนโยบายของรัฐทั้งการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 และมาตรการผ่อนคลาย LTV ออกไปถึงปี 2565 และอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ยอดขายสามารถเติบโต

ขณะเดียวกันปัจจุบันบริษัทยังมีห้องสร้างเสร็จพร้อมโอนจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท จากโครงการในทำเลต่างๆ ซึ่งมีหลากหลายในทุกกลุ่มสินค้า นำโดยแบรนด์โมดิซ (Modiz) แบรนด์แอทโมซ (Atmoz) และโครงการแบรนด์เคฟ (Kave) ซึ่งพร้อมรับอานิสงส์จากมาตรการผ่อนคลาย LTV และนอกจากนั้นบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่าประมาณ 7,681 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 2566

สำหรับในไตรมาส 4/2564 บริษัทคาดว่าจะเปิดอีก 3 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 3,400 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวสูง 2 โครงการ ภายใต้แบรนด์ แอทโมซ ศรีราชา ในทำเลใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา โครงการ เคฟ เอวา ในทำเลใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และโครงการแนวราบอีก 1 โครงการ คือ Puripuri Home office จะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายรอโอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีรายได้รองรับในระยะยาว ผลักดันการเติบโตได้สม่ำเสมอ

ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2565 ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการตรียมความพร้อม เบื้องต้นคาดว่าจะเปิด 8 โครงการ และยังมุ่งเร่งก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายจำนวน 6 โครงการ มูลค่า 6,638 ล้านบาท เพื่อรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ โมดิซ ลอนซ์ มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท มียอดขาย 100% โครงการ ไอเวอรี่ รัชดา มูลค่าโครงการกว่า 500 ล้านบาท โครงการ โมดิซ คอลเลคชั่น บางโพ มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท และโครงการ เคฟ เอวา มูลค่าโครงการกว่า 2,300 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งหาความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ๆ และการใช้นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ เช่น ธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม โดยการจัดตั้งบริษัท WHB การนำคริปโตเคอร์เรนซี่ เพื่อในการชำระค่าห้อง หรือการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายและสร้างผลกำไรแก่บริษัทอย่างต่อเนื่อง




อันดับ 5 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 1,719.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.35% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,216.57 ล้านบาท

โดยบริษัทมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ เท่ากับ 7,377.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,553.48 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 27% แบ่งเป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิบ้านและทาวน์เฮ้าส์ 47% และที่เหลือ 53% เป็น รายได้จากการโอนกรรมสิทธิอาคารชุด โดยรายได้เพิ่มขึ้นจากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด จำนวน 2 โครงการในช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 2564 และยังคงโอนต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2564 รวมทั้งยังมีโครงการครบกำหนดโอนในไตรมาส 3 อีก 1 โครงการ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า SPALI มียอดจองรอโอนไตรมาส 4/64 และปี 2565 ราว 9.7 พันล้านบาท และ 14 พันล้านบาท พิจารณาจากยอดโอน 9 เดือนแรกที่ 18 พันล้านบาท และการคาดหมายยอดจองที่ดีขึ้นในปีหน้า โดยทางฝ่ายคาดกำไรเติบโตต่อเนื่องไปถึงปีหน้า P/E ล่าสุดแค่ 7- 8 เท่า และยีลด์ระดับ 6-7% พร้อมปรับเป็น “ซื้อ” ปรับไปใช้ราคาพื้นฐาน 25 บาท

ด้านหุ้นที่พลิกมีกำไรไตรมาส 3/2564 โดดเด่น ประกอบด้วย AWC,PF,CI,NCH และ WIN และมีลุ้นผลงานปี 2564 กลับมา “เทิร์นอะราวด์” และโตต่อเนื่องในปีหน้า

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

2
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลง ก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในคืนนี้

ณ เวลา 18.40 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 74 จุด หรือ 0.21% สู่ระดับ 34,548 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อเก็งกำไร หลังตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากหุ้นโบอิ้งที่พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังจีนอนุมัติการขึ้นบินของเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 MAX

นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 581,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะปรับตัวลงสู่ระดับ 4.5%

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 531,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 450,000 ตำแหน่ง จากระดับ 312,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 4.6% โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.7% จากระดับ 4.8% ในเดือนก.ย.

แบงก์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่า สถิติในอดีตบ่งชี้ว่า เดือนธ.ค.เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นร้อนแรงมากที่สุดของปี

ข้อมูลระบุว่า ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นเฉลี่ย 2.3% ในเดือนธ.ค.นับตั้งแต่ปี 2479 และดัชนีปรับตัวเป็นบวกในเดือนธ.ค.คิดเป็นสัดส่วน 79% นับตั้งแต่ปีดังกล่าว

การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในเดือนธ.ค.ได้รับปัจจัยบวกจากปรากฎการณ์ "ซานต้า แรลลี่" ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นเวลา 7 วันทำการ โดยมีขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีปัจจุบัน รวมทั้ง 2 วันแรกของปีใหม่

จากการรวบรวมสถิติการปรับตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กช่วง 7 วันของซานต้า แรลลี่ พบว่า ดัชนีดาวโจนส์สามารถปิดตลาดในแดนบวกถึง 78% นับตั้งแต่ปี 2471

3
นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า การซื้อขาย SET50 Index Futures วันนี้ S50Z21 แกว่งตัวในกรอบจำกัด แม้ว่าจะสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ได้ แต่ก็ยังยืนเหนือระดับดังกล่าวไม่ ได้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไร หลังเข้าสู่ช่วงของวันหยุดยาว 3 วัน (4-6 ธ.ค.64)

ทั้งนี้ยังมีความกังวลต่อการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน" ที่ได้แพร่ระบาดไปในหลายประเทศ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในแอฟริกาใต้ จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล PMI ของจีน ก็เริ่ม เห็นสัญญาณชะลอตัวลง และเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งเงินเฟ้อเอง ยังกลับมากดดันเศรษฐกิจจีนด้วยเช่นกัน

แนวโน้มในสัปดาห์หน้า คาดดัชนีฯ ทรงตัวในกรอบ หากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน อย่างไรก็ ตามสัปดาห์หน้าตลาดฯ จะเปิดทำการ 3 วัน(วันที่ 7-9 ธ.ค.64) โดยวันที่ 6 จะเป็นการหยุดชดเชยตามที่กล่าวไปข้างต้น และจะ หยุดทำการในวันที่ 10 ธ.ค.64 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

ให้แนวต้านไว้ที่ 952 จุด และแนวรับ 937-928 จุด แนะ ขายที่แนวต้าน และเมื่ออ่อนตัวลงมาให้ทยอยซื้อคืนที่แนว รับ เพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น

ราคาทองคำวันนี้ ปรับตัวลงในช่วงบ่าย จากมาตรการคุมเข้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามให้จับตาดูการ แพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐฯ หลังตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และนโยบายของประธานาธิบดี สหรัฐฯ ว่าจะมีการล็อกดาวน์ประเทศหรือไม่ และติดตามดูตัวเลข CPI หากส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากก็จะหนุนต่อราคาทองคำ รวมถึงคืนนี้ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ หากออกมาดีมาก จะกดดันต่อราคาทองคำ แต่หากออก มาแย่ จะหนุนราคาทองคำ

ให้แนวรับไว้ที่ 1,732-1,751 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และแนวต้าน 1,783-1,796 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แนะแบ่งขาย หากไม่พ้นแนวต้าน

SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 943.76 จุด ลดลง 4.08 จุด, -0.43%

5
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวก 21.2 ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) โดยปิดที่ 1,783.9 ดอลลาร์/ออนซ์  เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากผิดหวังที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรต่ำกว่าคาด

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.พ. พุ่งขึ้น 21.2 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 1,783.9 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาทองคำ ลดลง 0.1% จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 1,785.50 ดอลลาร์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 16.5 เซนต์ หรือ 0.74% ปิดที่ 22.481 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 6.9 ดอลลาร์ หรือ 0.74% ปิดที่ 926.2 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค. พุ่งขึ้น 41.20 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 1,812.60 ดอลลาร์/ออนซ์
 

บรรดานักลงทุนได้พากันเข้าซื้อทองในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากผิดหวังกับการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่ต่ำกว่าคาด


กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ (3 ธ.ค.) ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้นเพียง 210,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 581,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.5%

 

นอกจากนี้ ราคาทองยังได้แรงหนุนจากการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐที่ชะลอตัวลง โดยไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 58.0 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 58.7 ในเดือนต.ค.

 

อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 5 เดือน

6


ตามที่ Huawei (หัวเว่ย) ได้เคยเปิดเผยเจตจำนง ว่าต้องการจะเดินตามรอยความสำเร็จของ Apple ซึ่งนอกเหนือจากสมาร์ตโฟนแล้ว หูฟังในชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Freebuds ก็เป็นอีกหนึ่งไลน์อัปที่หัวเว่ยได้พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพมาเรื่อย ๆ ที่ปัจจุบันก็ได้มีรุ่นใหม่ล่าสุดออกมาอย่าง Freebuds 3 หูฟัง Earbuds ใส่ช่องหูธรรมดาไร้สาย ที่จุดเด่นด้วย Kirin A1 ชิปประมวลผลที่จะถูกนำมาใช้งานบนอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะทั้งหลาย, คุณภาพของเสียงที่ดี, ไมค์ที่มีคุณภาพงัดข้อกับค่ายผลไม้ได้อย่างสูสี, ประสิทธิภาพด้านการเชื่อมต่อไร้สายไร้ความหน่วง และแบตเตอรี่ที่ฟังทั้งวันก็ไม่หมด ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวไปคือจุดขายของ Freebuds 3 ที่หัวเว่ยใช้ประชาสัมพันธ์ แต่หากเอามาใช้งานจริง จะเป็นเช่นไร? บทความรีวิวนี้ของแบไต๋มีคำตอบให้ครับ

ของหลัก ๆ ในกล่องมีอะไรบ้าง?
huawei freebuds 3
หูฟัง Huawei Freebuds 3
เคสชาร์จ
สายชาร์จ USB-C
หนังสือคู่มือเบื้องต้น
บัตรประกันเครื่อง
หนังสือข้อมูลด้านความปลอดภัยของการใช้งาน
huawei freebuds 3
วิธีการเชื่อมต่อหูฟังเข้ากับสมาร์ตโฟน กดที่ปุ่มบริเวณข้างขวาของเครื่องและรอให้ไฟสีฟ้าบริเวณตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟังกะพริบเพื่อเป็นการจับคู่กับสมาร์ตโฟนที่เปิดบลูทูธอยู่ โดยหากต้องใช้งานอย่างสมบูรณ์ สมาร์ตโฟนระบบปฎิบัติการณ์แอนดรอยด์ สามารถดาวโหลดแอปชื่อ Huawei AI Life บน Store ต่าง ๆ ของสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์มาเชื่อมต่อได้อีกทอดหนึ่ง

ดีไซน์หูฟังละม้ายคล้ายค่ายผลไม้ แต่เคสชาร์จนี่สิพกพาง่ายสะดวกดี
huawei freebuds 3
ADVERTISEMENT


เริ่มกันที่ดีไซน์ของตัวหูฟังกันก่อนเลยละกันครับ Freebuds 3 มีความละม้ายคล้ายคลึงกับหูฟังของค่ายผลไม้ในรุ่นก่อนหน้านี้อยู่ (รุ่น 2 นั่นแหล่ะ) ที่ก็ดูเรียบ ๆ ไม่ได้น่าเกลียดอะไร (และก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเช่นเดียวกัน) และถึงจะเป็น Earbuds แต่ความยึดเหนี่ยวเข้ากับหูก็ถือว่าทำออกมาได้ดี ถ้าใช้งานแรก ๆ อาจจะมีหวาดระแวงว่ามันจะหลุดไหม แต่สรุปเลยคือไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่หลุดง่าย ๆ แน่

แต่ที่ผู้เขียนชอบจริง ๆ เลยคือ ตัวเคสชาร์จหูฟังในรูปทรงวงกลมและความหนาของเคสเองก็บางกว่าหลาย ๆ แบรนด์ ซึ่งจะมีข้อดีคือพกเก็บไว้ในกระเป๋าต่าง ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกับกระเป๋ากางและเสื้อเพราะทรงกลมมันจะกินพื้นที่น้อยทำให้เราเก็บรวมเข้ากับของต่าง ๆ โดยไม่ดูตุง และถ้าพูดต่อถึงความซ่อนรูป ด้านของปุ่มสั่งการ (ปิดเครื่อง, เชื่อมต่อบลูทูธ) ที่มีอยู่ปุ่มเดียวถ้วนบนเคสชาร์จ ก็เลือกที่จะทำออกมาในรูปแบบเรียบ ๆ กลืนเข้ากับสีของตัวเคส มีแปะโลโก Huawei ไว้ที่ตัวเคส ซึ่งโดยรวมคือเน้นความเรียบง่ายนั่นเอง

คุณภาพเสียงอยู่ในระดับดี “หากวัดจากความเป็น Earbuds” พร้อมมี ANC มาช่วยเพิ่มอรรถรส
huawei freebuds 3
เมื่อพูดถึงหูฟัง ปัจจัยสำคัญก็คงหนีไม่พ้นคุณภาพเสียงละนะครับ ซึ่ง Freebuds 3 ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี หากวัดจากประเภทที่หูฟังเป็น โดยในภาพรวมจากที่ผู้เขียนได้นำไปทดลองใช้ในการฟังเพลงและรับสายคุยโทรศัพท์ หูฟังตัวนี้ทำได้ดีเกินมาตรฐานพอสมควร โดยมิติของเสียง หากอยู่ในพื้นที่ไร้หรือเสียงรบกวนน้อย “จะได้ยินเกือบครบทั้งหมด” จะมีตกหล่นจริง ๆ ก็คือรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น เสียงปลายของกีต้าร์ที่ดีด หรือท้ายเสียงของฉาบกลอง เป็นต้น แต่ถ้าอยู่ในบริเวณที่มีเสียงภายนอกเยอะ ก็จะมีเสียงหลายชนิดตกหล่นไปครับ

ส่วนเสียงกลาง เสียงของนักร้องหรือเสียงของเครื่องดนตรีที่เพลงนั้น ๆ ต้องการนำเสนอเป็นหลัก ซึ่งหูฟังตัวนี้ “ทำได้ดีเลยล่ะ” ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เสียงแบบไหน ก็จะยังได้ยินครบทุกคำ ทุกดอก ไม่อู้ และออกไปทางคม ๆ ในขณะที่ปลายสุดของเสียงและเครื่องดนตรีทั้งหมด หูฟังตัวนี้ทำได้ใน “ระดับปานกลาง” ซึ่งเหตุผลก็จะเป็นการต่อยอดมาจาก Dynamic ครับ คือ ต้องอยู่ในพื้นที่ไร้เสียงรบกวนหรือน้อย ถึงจะได้อรรถรสเต็มที่ โดยผู้เขียนฟังวนซ้ำทดสอบไปมาผ่านเพลง Stayin’ Alive ของ Bee Gees บอกเลยว่าได้ยินปลายเสียงของป๋าแบรี่จนบาดหูเลยละ (555)

ปิดท้ายกันด้วยเสียงต่ำหรือว่าเสียงเทือก ๆ เบส ภาพรวมก็อยู่ใน “ระดับปานกลาง” โดยเบสหลักหรือมวลเบสได้ยินครบหายห่วงครับ จะใส่หูฟังแน่นหรือหลวมยังไงก็ได้ยิน แต่ถ้าเป็นเบสลึกหรือเสียงปลายของเบส ถ้าไม่ได้ฟังเพลงที่เบสเด่นหรือเปิดเสียงเบา ๆ ก็จะหายไปเยอะพอสมควรเลย (ผู้เขียนทดสอบผ่านเพลง Hysteria ของวงที่บ้าไลน์เบสมากวงหนึ่งอย่าง Muse) ส่วนความตึ้บ ๆ ของเบสนี่ก็มีนะ แต่ว่ากันตรง ๆ คือสู้หูฟัง In-Ears ไม่ได้

huawei freebuds 3
คือถ้ามองในมุมของหูฟัง คุณภาพเสียงของ Freebuds 3 คงต้องจัดให้อยู่ในระดับกลาง ๆ ครับ แต่วัดจากประเภทของหูฟังที่ตัวนี้เป็นอย่าง Earbuds ผู้เขียนก็มองว่ามันทำได้ดีแล้วนะ คือต้องอย่าลืมว่าแค่การใส่ตัวหูฟังกับหูเราก็มีระยะห่างกันประมาณอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับ In-Ears ที่อัดแน่นรูหูของเราเลย ซึ่งมันก็จะลำเลียงเสียงเข้าไปได้ดีกว่าอยู่แล้ว

และเพิ่มเติม ถ้าอยากจะฟังเพลงได้อรรถรสที่สุดจริง ๆ จะมีสองเงื่อนไขหลัก ๆ ครับ คือ “ต้องยัดหูฟังให้แน่นหู และต้องอยู่ในพื้นที่ไร้เสียงรบกวนหรือน้อย” โดยเฉพาะเงื่อนไขแรกที่สำคัญมาก เพราะถ้าหลวมหูเมื่อไหร่ ไลน์เสียงทั้งหลายจะหายไปแบบฮวบเลย ซึ่งวิธีแก้ผู้เขียนก็แนะนำให้หาซิลิโคนมาใส่เพื่อให้มันพอดีกับรูหูเราครับ

และอีกหนึ่งตัวที่ช่วยให้อรรถรสการฟังเพลงดีขึ้นก็คือ ANC (Active Noise Canceling) หรือระบบตัดเสียงรบกวนนั่นเอง อาจกล่าวได้ว่านี่คือหูฟัง Earbuds ตัวแรก ๆ ของโลกเลยที่มีระบบนี้ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีเลย หากเปิดในบริเวณเสียงภายนอกน้อยหรือไม่มีเลย เราก็จะฟังเพลงได้เพลิน ๆ จนลืมชาร์จแบตเลยล่ะ และความเจ๋งอีกอย่างที่ผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะมาพร้อมชิปประมวลผล Kirin A1 คือ ถ้าหูฟังตรวจจับได้ว่าเสียงใกล้ ๆ เป็นเสียงพูด เราก็จะได้ยินประมาณหนึ่งเลย อีกทั้งเรายังสามารถจูนหาการตัดเสียงรบกวนที่พอดีกับการรับเสียงของเราและตัดเสียงรอบข้างหลีกหนีสภาวะเสียงรอบข้างตามสถานที่ต่าง ๆ (แต่ก็นะ มันอาจจะไม่ได้ยินชัดถ้อยชัดคำขนาดนั้น ก็ต้องมีโมเมนต์ถามว่าห๊ะ หรือถอดหูมาฟังบ้างในกรณีที่มีคนเรียกหรือพูดกับเราเบา ๆ)

คุยไมค์ได้ดีมาก! (ก ไก่ล้านตัว) ดูวิดีโอเล่นเกมก็เสียงตามภาพใช้ได้เหมือนกัน
Huawei freebuds 3
ถ้าคุณคิดว่า Airpods คือหูฟังที่คุยไมค์ได้ดีเยี่ยมแล้ว ผู้เขียนอยากจะถามว่าได้ลอง Freebuds 3 กันหรือยังครับ? “เพราะความสูสีด้านประสิทธิภาพด้านนี้บอกเลยว่าไม่แพ้กัน” และผู้เขียนจะนำประสบการณ์โดยตรงมาบอกเล่า! คือผู้เขียนมีแฟน และการคุยโทรศัพท์กับแฟนของผู้เขียนนั้น จะเกิดบรรยากาศมาคุได้ง่ายมากหากเขาได้ยินเสียงในคุณภาพที่แย่ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ Freebuds 3 ได้รักษาอารมณ์กดดันนั้นให้กับผู้เขียนได้หลายครั้งหลายครามาก! และมันไม่ใช่การคุยกันในพื้นที่สภาพเสียงภายนอกแย่ แต่ผู้เขียนใช้ไมค์ในขณะที่อยู่บนฟุตพาตข้างสี่แยกของทางออก MRT ลุมพินี!

ในขณะที่ด้านการคุยดูวิดีโอหรือเล่นเกมเอง เสียงที่ได้รับก็ถือว่าตรงใช้ได้ คือมีหน่วงนิดหน่อยแต่มันเป็นในระดับเสี้ยววินาที ซึ่งทาง Huawei เคลมไว้คืออยู่ที่ 190 ms ที่พอมาใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ทันกันนะหากไม่จ้องจับผิดจริง ๆ ส่วนเรื่องของสัญญาณหูฟังหลุด ผู้เขียนได้ลองนำไปทดสอบกับห้างสรรพสินค้าปราบหูฟังไร้สายอย่างพารากอนมาแล้ว ผลสรุปคือมีบ้างในเขตที่สัญญาณไร้สายอยู่เยอะ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลุดยาวหรือกระตุกอะไรขนาดนั้น และอีกอย่างที่ผู้เขียนชอบคือเมื่อเราหยิบหูฟังออกจากเคสมาใส่หูปุ๊บก็พร้อมใช้งานได้เลย! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็คงจะต้องยกความดีความชอบให้ฮาร์ดแวร์ภายในที่เป็น Bluetooth 5.1 ละครับ

See also
8.8

In Gadget Reviewon 24/09/2021
รีวิว Dyson Purifier Cool Formaldehyde (TP09) พัดลมฟอกอากาศที่สมบูรณ์ขึ้น
ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่ Freebuds 3 สามารถฟังได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 4 ชั่วโมง และทำการชาร์จเพิ่มได้ผ่านเคสอีก 16 ชั่วโมง (รวมเป็น 20 ชั่วโมง) ซึ่งคำถามคือเพียงพอไหม? อันนี้คงต้องแล้วแต่บุคคลละนะครับ เพราะส่วนตัวผู้เขียนเอง ชาร์จแค่หนึ่งรอบก็เพียงพอต่อการใช้ในหนึ่งวันนะ (ผู้เขียนใช้แค่ตอนปั่นงานที่ต้องใช้สมาธิ, เดินทาง และก็รับสายคุยโทรศัพท์) แต่ถ้าใครรู้สึกว่าไม่เพียงพอพี่ Huawei เขาก็คิดมาแล้ว! ตัวเคสมีระบบฟาสต์ชาร์จทั้งต่อสายและไวร์เลสชาร์จเลย ประมาณ 15 – 20 นาทีก็เอามาฟังต่อได้แล้ว

ปรับแต่งประสิทธภาพเพิ่มได้ผ่านแอป Huawei AI Life ที่มีเฉพาะบนฝั่งของแอนดรอยด์…
huawei freebuds 3
จริง ๆ ตัวหูฟังเอง ถ้าแกะกล่องแล้วเสียบฟังเลยก็มีคุณภาพเสียงที่โอเคอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการมากกว่านั้น เราสามารถดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า Huawei AI Life มาเพื่อปรับแต่งการใช้งานให้ดีขึ้นได้ โดยที่เด่น ๆ เลยคือการจูนหาการปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอกในสภาพพื้นที่แตกต่างกันได้ อีกทั้งยังเป็นการหาการปิดเสียงรบกวนภายนอกที่เหมาะกับหูเราอีกด้วย ส่วนคำสั่งถัดมาคือการปรับแต่งการสั่งการเมื่อแตะหูฟังของทั้งสองข้าง (เช่น ปรับให้แตะสองครั้งฝั่งซ้ายหรือขวาเป็นการเล่น/หยุดเพลง หรือเปิด/ปิด ANC เป็นต้น) ตรวจเช็คปริมาณแบตเตอรีของหูฟังกับเคส และปิดท้ายด้วยการอัปเดตเฟิร์มแวร์ของหูฟัง

แต่ก็นะ ผู้เขียนขอทิ้งข้อสังเกตไว้หน่อย คือถ้าคุณใช้ไอโฟน ก็บอกลาการปรับแต่งทั้งหลายได้เลยครับ (คือถ้าจะทำต้องให้เพื่อนที่ใช้มือถือแอนดรอยด์ปรับให้…) ก็หวังว่าในอนาคตจะมีให้ดาวน์โหลด App Store นะ

สรุป Huawei Freebuds 3 นี่คือหูฟังที่อยู่ในตัวเลือกหลัก ๆ แน่นอน
huawei freebuds 3
โดยรวม Huawei Freebuds 3 คือหูฟังที่ผู้เขียนว่าน่าจะอยู่ในใจและเป็นหนึ่งในตัวเลือกของใครหลายคนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีหากวัดจากการเป็นหูฟัง Earbuds, การใช้ไมค์คุยกับคู่สนทนาที่โคตะระเทพ, แบตต่อการใช้น้อยก็จริงแต่มีฟาสต์ชาร์จ และมีระบบตัดเสียงรบกวนที่ทั้งช่วยเพิ่มอารมณ์สุนทรีในการฟังเพลง ทั้งหมดนี้อยู่ในหูฟังที่มีราคาเพียง 4,990 บาทครับผม

7
BALANCE O Plus ของแท้ถูกสุดส่งจากบริษัทโดยตรง ปลอดภัย น้ำมันออยล์นวดชาย

ประกอบด้วยสมุนไพร American Ginseng โสม, Black Galingale กวาวเครือแดง, Black Galingale กระชายดำ, Ginfer ขิง, Olive Oil น้ำมันมะกอก, Virgin Coconut Oil น้ำมันมะพร้าว, Vitamin E วิตามินอี

BALANCE O Plus เลขที่จดแจ้ง 13-1-6300044720  (60ml.)
จดทะเบียน ในชื่อ  "บาลานซ์ โอ พลัส มาสสาจ ออยล์" 
ปกติกล่องละ 990 บาท  ราคาพิเศษเพียง 690 บาท
สอบถาม LINE: @balances
รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก>  Balance O Plus
Balance ของแท้จากบริษัทโดยตรง

8
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทยังคงเผชิญความผันผวนฝั่งอ่อนค่าต่อเนื่องจากแรงขายสินทรัพย์ไทย  'หุ้น  บอนด์ 'ระยะสั้นตามการปรับสถานะเก็งกำไรของผู้เล่นต่างชาติ

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.74 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  33.72 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทยระบุว่าแม้ว่า ตลาดการเงินในฝั่งเอเชียและยุโรปจะสามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้บ้างในวันก่อนหน้า ทว่าความผันผวนในตลาดการเงินยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ดังจะเห็นได้จากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่สามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาได้เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆ และปิดตลาดย่อตัวลง (ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.18% เช่นเดียวกับ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ที่ปรับตัวลงกว่า -1.83%) โดยแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ในวันนี้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ยังคงมาจากความกังวลปัญหาการแพร่ระบาด COVID-19 สายพันธุ์ “Omicron” หลังสหรัฐฯ มีรายงานพบผู้ติดเชื้อ Omicron เป็นรายแรก และนอกจากประเด็น Omicron ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากมุมมองของประธานเฟดที่เดินหน้าสนับสนุนแนวโน้มการเร่งลดคิวอี หลังจากที่ประธานเฟดมองว่า เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่เคยประเมินไว้


ในฝั่งตลาดบอนด์ ความกังวลสถานการณ์การระบาดของ Omicron ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงราว 6bps แตะระดับ 1.42% ซึ่งภาพดังกลา่ว สะท้อนว่าผู้เล่นบางส่วนยังคงมีความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์การระบาด และเลือกที่จะเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยไว้ก่อน แม้ว่าในมุมนึงผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่าเฟดอาจมีการประกาศเร่งลดคิวอีในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ทั่วโลกยังมีแนวโน้มแกว่งตัว sideways ในระยะสั้น จนกว่าตลาดจะมั่นใจได้ว่า Omicron ไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่เคยประเมินไว้ ซึ่งอาจต้องรอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มากขึ้น โดยทางบริษัทผู้ผลิตวัคซีนสำคัญ อาทิ Pfizer, BioNTech และ Moderna ต่างคาดว่า อาจจะสามารถรายงานผลวิจัยประสิทธิภาพวัคซีนต่อ Omicron ได้ภายใน 2 สัปดาห์ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นมาเล็กน้อย โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้แกว่งตัวในระดับ 96.03 จุด หนุนโดยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มมองว่า ความผันผวนในตลาดอาจปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าคาด หลังจากที่ ดัชนีความกลัวที่วัดความผันผวนตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือ VIX Index ได้ปรับตัวขึ้น ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 29 จุด สู่ระดับ 31 จุด ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังคงไม่ได้แข็งค่าขึ้นไปมาก เพราะถูกกดดันจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่ระดับ 113 เยนต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะเพิ่มการถือครองเงินเยนตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน 


อย่างไรก็ดี แม้ว่าเงินดอลลาร์จะรีบาวด์กลับขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงหนัก เนื่องจากราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ล่าสุด ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นได้สู่ระดับ 1,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเรามองว่า ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากผู้เล่นในตลาดที่ต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ ทำให้ราคาทองคำจะไม่ปรับฐานลงหนัก แต่การรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำก็อาจถูกจำกัดด้วยท่าทีของเฟดที่มีแนวโน้มจะเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมของกลุ่ม OPEC+ ว่าจะมีข้อสรุปเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันต่อเนื่องตามที่เคยได้วางแผนไว้หรือไม่ หลังจากที่การระบาดของ Omicron อาจกดดันความต้องการใช้พลังงานได้ในระยะสั้น อีกทั้ง สหรัฐฯ รวมถึงชาติพันธมิตรกลุ่มผู้ใช้น้ำมัน อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ได้ประกาศพร้อมใช้น้ำมันดิบสำรองเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น ซึ่งเรามองว่า กลุ่ม OPEC+ จะยังไม่เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในการประชุมครั้งนี้อย่างแน่นอน หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับฐานลงมาพอสมควร และสมดุลตลาดน้ำมันอาจเปลี่ยนไป หากการระบาดของ Omicron ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น กลุ่ม OPEC+ อาจจะรอดูทิศทางตลาดน้ำมันและสถานการณ์การระบาดไปก่อนในระยะสั้นนี้


สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท จะเห็นได้ว่าเงินบาทยังคงเผชิญความผันผวนในฝั่งอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องจากแรงขายสินทรัพย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือ บอนด์ระยะสั้นตามการปรับสถานะเก็งกำไรเงินบาทของผู้เล่นต่างชาติ ซึ่งเรายังคงมองว่า ในระหว่างวันเงินบาทยังคงมีแรงกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าอยู่ จากความกังวลปัญหาการระบาดของ Omicron อีกทั้ง สัญญาณเชิงเทคนิคัลในระยะสั้นยังคงชี้ว่าเงินบาทยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ทำให้ผู้เล่นต่างชาติยังไม่รีบกลับเข้ามาเก็งกำไรเงินบาทฝั่งแข็งค่า ทำให้ปัจจัยที่จะพอช่วยหนุนให้เงินบาทไม่อ่อนค่าไปมาก คือ การรีบาวด์ของราคาทองคำ รวมถึงแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออกบางส่วน

อนึ่ง หากพิจารณาสัญญาณเทคนิคัลของเงินบาททั้งในส่วนกราฟรายวันหรือกราฟรายสัปดาห์ จะเริ่มเห็นว่าอินดิเคเตอร์ทั้ง RSI และ MACD อาจเริ่มส่งสัญญาณว่า เงินบาทอาจมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้ ซึ่งต้องรอการเกิดสัญญาณเชิงเทคนิคัลอีกครั้ง ถึงจะยืนยันสมมติฐานดังกล่าวได้ และเราเชื่อว่า จังหวะกลับตัวมาแข็งค่าของเงินบาทอาจเกิดขึ้นในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากข้อมูลวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การเร่งระดมแจกวัคซีนสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของ Omicron ได้ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ซบเซาหนัก ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีแนวต้านสำคัญในโซน 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ส่งออกบางรายยังรอขายเงินดอลลาร์ รวมถึงผู้เล่นต่างชาติอาจรอจังหวะกลับเข้ามาเก็งกำไรเงินบาทอีกรอบได้ หากสัญญาณเชิงเทคนิคัลเงินบาทเริ่มเปลี่ยนทิศหรือเกิด Divergence ส่วนแนวรับเงินบาทยังคงอยู่ในโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้นำเข้าบางส่วน

ดังนั้น ในระยะนี้ เราประเมินว่า ตลาดค่าเงินยังมีแนวโน้มผันผวนสูงอยู่ ผู้ประกอบการควรเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและควรใช้เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.80 บาท/ดอลลาร์
 

ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า  เช้าวันนี้ เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 7 สัปดาห์ที่ 33.83 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมายืนที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.73 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนและดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาด ประกอบกับนายเจอโรม พาวเวลยังคงส่งสัญญาณว่าเฟดอาจจะมีการปรับลดวงเงิน QE เร็วขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะไม่ชะลอลงตามที่คาดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า 
  
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 33.60-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่  ทิศทางเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ สถานการณ์โควิด-19 ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และ Beige Book ของเฟด

9
เครื่องเล่นกล้ามส่วนอกจำหน่าย เครื่องเล่นหน้าอก นำเข้าจากต่างประเทศ

เครื่องเล่นหน้าอก ( Chest Press Machine ) คือ เครื่องที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับเล่นหน้าอกทั้ง 3 มัดโดยเฉพาะทั้ง หน้าอกส่วนบน หน้าอกส่วนกลาง และหน้าอกส่วนล่าง เครื่องเล่นหน้าอกมีหลายแบบหลายดีไซส์ให้เลือก สามารถเลือกชมได้เลย

Facebook : CCT Fitness นำเข้าเครื่องออกกำลังกาย
Tel: 089-750-7380
สนใจชมตัวอย่างสินค้า >> https://goo.gl/maps/RBNaNTLmk8LD3T2A8 

10
งานนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องรีบดำเนินการแล้ว เพราะล่าสุดมีข่าว ลีลล์ พร้อมขาย โจนาธาน เดวิด ดาวยิงทีมชาติแคนาดา ในราคาที่ไม่แพงมาก แถมตัวนักเตะเองก็ส่อแววอำลาทีมหลังจบซีซั่นนี้
     ลีลล์ สโมสรดังในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส พร้อมพิจารณาขาย โจนาธาน เดวิด กองหน้าคนเก่งชาวแคเนเดี้ยน หากได้ข้อเสนอราว 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,330 ล้านบาท) ตามรายงานจาก เลกิ๊ป สื่อชั้นนำเมืองน้ำหอม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

     เดวิด ถือเป็นหนึ่งในขุนพลคนสำคัญที่ช่วย ลีลล์ ผงาดคว้าแชมป์ ลีก เอิง เมื่อฤดูกาลก่อน และถึงแม้ฤดูกาลนี้ ลีลล์ ไม่ได้มีผลงานดีเหมือนเดิม แต่ หัวหอกทีมชาติแคนาดาวัย 21 ปี กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น โดยกระทุ้งไปแล้ว 12 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 22 นัด 

     ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมดังกล่าว ทำให้ เดวิด ได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ซึ่งก็รวมถึง ลิเวอร์พูล ที่เล็งมาตั้งแต่สมัยนักเตะยังค้าแข้งกับ เกนท์ ในลีกเบลเยียม และล่าสุด เลกิ๊ป ระบุว่า ลีลล์ ยินดีปล่อย เดวิด ออกจากถิ่น สต๊าด ปิแอร์-โมรัว หากสโมสรที่ให้ความสนใจพร้อมส่งเงิน 35 ล้านยูโร มาแลก 
 
     นอกจากนี้ เลกิ๊ป ยังชี้ว่า เดวิด น่าจะอยู่กับ ลีลล์ แค่จบฤดูกาลนี้เท่านั้น ถึงแม้เหลือสัญญากับต้นสังกัดแบบยาวๆ ถึงปี 2025 ก็ตาม เนื่องจากเจ้าตัวต้องการที่จะย้ายไปพิสูจน์ฝีเท้าในลีกที่แข็งแกร่งกว่า 
 
     ทั้งนี้ เดวิด ซึ่งย้ายมาจาก เกนท์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2020 ลงเล่นให้ ลีลล์ ไปแล้วทั้งสิ้น 70 นัด ทำได้ 25 ประตู 

11


รีซเตรียมออกกฎปรับเงินผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ในขณะที่มีการระบาดในประเทศมากขึ้น กฎดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงเสรีภาพพลเรือนในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนี้

นายกรัฐมนตรีคิเรียกอส มิตโซตากิส ของกรีซ ประกาศใช้กฎดังกล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน โดยเขายอมรับว่ากังวลถึงการใช้มาตรการดังกล่าว แต่ต้องบังคับใช้เพื่อปกป้องกลุ่มคนที่เปราะบางต่อไวรัสที่สุด แม้อาจทำให้คนกลุ่มดังกล่าวไม่พอใจก็ตาม

กฎใหม่นี้จะกำหนดให้ชาวกรีกที่มีอายุมากกว่า 60 ปีต้องฉีดวัคซีน ไม่เช่นนั้นจะเสียค่าปรับเป็นเงิน 113 ดอลลาร์ ซึ่งหน่วยงานด้านภาษีจะเริ่มเก็บในเดือนหน้า

นับจนถึงวันพุธ กรีซยังไม่พบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน แต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่ แม้จะมีการใช้มาตรการต่างๆ เช่น ห้ามผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนเข้าร้านอาหารแบบในอาคาร ยิม และโรงภาพยนตร์

ผู้นำกรีซกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีน และจะช่วยรักษาชีวิตได้จำนวนมาก

ทั้งนี้ ประชากรกรีซราว 63 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 11 ล้านคน ฉีดวัคซีนครบแล้ว ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในสหภาพยุโรป ที่ฉีดวัคซีนแล้วราว 66 เปอร์เซ็นต์

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกรีซกล่าวกับวีโอเอว่า การตัดสินใจของนายมิตโซตากิสเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามหลีกเลี่ยงการล็อคดาวน์ทั้งประเทศอีกครั้ง ซึ่งอาจทำลายเศรษฐกิจของประเทศได้

วาสซิลิส คิโอติส นักวิเคราะห์การเมือง ระบุว่า ท่าทีจากรัฐบาลกรีซเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคส่วนต่างๆ ในประเทศ ทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคศาสนา ให้ปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลในการฉีดวัคซีนเพื่อหลีกเลี่ยงการล็อคดาวน์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ออสเตรียเป็นประเทศประชาธิปไตยตะวันตกประเทศแรกที่กำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องฉีดวัคซีน โดยผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนภายในเดือนกุมภาพันธ์จะเสียค่าปรับสูงถึง 4,000 ดอลลาร์และอาจถูกจำคุก

พรรคฝ่ายค้านของกรีซวิจารณ์ว่า รัฐบาลควรใช้ทางเลือกอื่นก่อนที่จะขู่ปรับเงินผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ได้ด้วยเงินบำนาญ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนระบุว่า ท่าทีจากรัฐบาลเป็นการละเมิดเสรีภาพพลเมืองของพวกเขา

ทั้งนี้ รัฐบาลกรีซมองว่าท่าทีจากผู้นำกรีซน่าจะส่งสัญญาณในทางที่ดี โดยทางการสาธารณสุขกรีซระบุว่า มีผู้ขอฉีดวัคซีนมากขึ้นสามเท่าเป็น 6,000 คน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีการประกาศปรับเงินผู้ไม่ฉีดวัคซีน

12
ศบค.รายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ (2 ธ.ค.) เพิ่ม 4,971 ราย เสียชีวิต 33 ราย ผลตรวจ ATK ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่มอีก 1,788 คน และมีผู้หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 5,402 ราย

วันที่ 2 ธันวาคม 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาล และศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้น สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม  4,971 รายจำแนกเป็น

ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 4,599 ราย
ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 163 ราย
ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 198 ราย
ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 11 ราย
ผู้ป่วยสะสม 2,096,866 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน)
วันนี้มีผู้หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 5,402 ราย หายป่วยสะสม 2,003,730 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 73,726 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 33 ราย


ทางด้านกรมควบคุมโรค รายงานเพิ่มเติมถึงผลการตรวจ ATK วันนี้ว่า พบผลตรวจติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 1,788 ราย รวมสะสม 347,109 ราย โดยร้อยละของการติดเชื้ออยู่ที่ 8.64% ซึ่งลดลงจากก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าอัตราการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดลดน้อยลง

ขณะที่ผู้ป่วยรักษาตัวมีอยู่จำนวน 73,726 ราย อยู่ในรพ. 36,082 ราย รพ.สนามและอื่นๆ 37,644 ราย อาการหนัก 1,355 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจจำนวน 346 ราย


ส่วนผลการฉีดวัคซีนข้อมูล ณ ช่วงเช้าวันนี้ ฉีดได้รวมสะสม 92.81 ล้านโดส โดยฉีดได้เพิ่มขึ้น 391,091 โดส เฉพาะเข็มที่ 1 ฉีดได้ครอบคลุมประชากรแล้ว 66.86%



สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564
วันที่ 1 ธันวาคม 2564 : ผู้ติดเชื้อ 4,886 ราย : เสียชีวิต 43 ราย

13


รองโฆษกรัฐบาล เผย ครม. ผ่านร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ปลดล็อก 4 เรื่องใหญ่ เพิ่มความคล่องตัว รับโอนเงินจากกองทุนอื่นได้ สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนลงทุนของตัวเอ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ว่า  ครม.เห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) พ.ศ.2539 เพื่อให้การบริหารงานของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งมีสาระสำคัญ อาทิ

1.กำหนดให้กองทุน กบข. สามารถรับโอนเงินของผู้ที่เคยเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนอื่นที่จัดขึ้นตามกฎหมายและมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีออกจากงานหรือชราภาพมายังกองทุน กบข. ได้

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเข้ารับราชการสามารถเริ่มสะสมเงินกับ กบข. และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง



2.แก้ไขเพิ่มเติมอัตราการส่งเงินสะสมของสมาชิก โดยให้ส่งได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินเดือน (จากเดิมไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินเดือน) 

3.แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารเงินของสมาชิกที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

กรณีที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพและยังไม่ขอรับเงินที่ตนมีสิทธิได้รับคืนหรือขอทยอยรับเงินคืน สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนที่ กบข. จัดให้ เพื่อให้ กบข. บริหารเงินนั้นต่อไปได้
กรณีที่ กบข. บริหารเงินของสมาชิกต่อไป และต่อมาสมาชิกผู้นั้นเสียชีวิตและผู้มีสิทธิรับมรดกยังไม่ยื่นคำขอรับเงิน ให้ กบข. บริหารเงินนั้นต่อไปได้ตามแผนการลงทุนที่สมาชิกได้เลือกไว้ จนกว่าทายาทจะยื่นคำขอรับเงิน 

4.แก้ไขเพิ่มเติมให้ กบข. จัดแผนการลงทุนที่หลากหลาย โดยให้สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนได้ ซึ่งแต่ละแผนอาจลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงแตกต่างกันได้ ประกอบด้วยหลักทรัพย์ 4 ประเภท ได้แก่

เงินฝากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือธนาคารรัฐวิสาหกิจ หรือบัตรเงินฝากที่ธนาคารรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก
พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตร ธปท.
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน เงินต้นและดอกเบี้ย
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณเป็นผู้ออก
รองโฆษกฯ รัชดา กล่าวด้วยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมให้สมาชิก กบข. สามารถนำเงินสะสมเข้ากองทุนได้มากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนสำหรับเงินของ กบข. ได้หลากหลาย ซึ่งจะเป็นการสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นให้กับสมาชิกและเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองในยามเกษียณอายุราชการได้

14


บิ๊กอสังหาฯคนดัง  'เศรษฐา ทวีสิน ' แห่งแสนสิริ ทวิตข้อความ ปลุกไทย แก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกาศ พร้อมเป็น 1% ที่จะเสียภาษีคนรวย - ภาษีความมั่งคั่ง หรือ ภาษีมรดก

30 พ.ย.2564 - สร้างกระแสร้อนแรงในสังคมโซเชียลมีเดีย ได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ นายเศรษฐา ทวีสิน บิ๊กซีอีโอ อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งล่าสุด นายเศรษฐา ได้ทวิตข้อความในบัญชี @Thavisin กล่าวถึง มาตรการทางภาษี ที่จะเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะการผลักดัน ให้รัฐบาล จัดเก็บภาษีมรดก ภาษีคนรวย หรือ ภาษีความมั่งคั่ง จากการที่กลุ่มคนเหล่านี้ใช้ทรัพยากรประเทศเยอะ โดยระบุว่า ...


 ' ภาษีเป็นหนึ่งในเครื่องมือลดความ เหลื่อมล้ำที่เห็นผลที่สุด ถึงเวลาหรือยัง ที่เราควรเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดินและภาษีความมั่งคั่งจากคนรวย ท่านมีสินทรัพย์มหาศาล เพราะใช้ทรัพยากรประเทศเยอะ เมื่อท่านมีรายได้ ก็ต้องจ่ายภาษี. ..ผมเองก็ถือเป็น 1%คนมั่งคั่งของประเทศและพร้อมจะเสียภาษี  '

 

 'เศรษฐา ทวีสิน ' ปลุกไทย ลดเหลื่อมล้ำ  ประกาศ! พร้อมเสีย  'ภาษีคนรวย '



นายเศรษฐา ยังระบุอีกว่า  แม้ประเทศตั้งถูกคำถาม ถึงการนำภาษีมาใช้ไม่เกิดประโยชน์ แต่ ไม่ใช้เหตุผลในการปรับปรุงระบบภาษี หลังจากมีผู้ใช้ทวิตรายอื่น โต้แย้งถกประเด็นต่อ 

 

 'คอรัปชั่นกับการจ่ายภาษีคนละประเด็น ต้องแก้กันในต่างบริบทกันไป ไม่ใช่เหตุผลในการไม่ปรับปรุงภาษี '
 'เศรษฐา ทวีสิน ' ปลุกไทย ลดเหลื่อมล้ำ  ประกาศ! พร้อมเสีย  'ภาษีคนรวย '


ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่นายเศรษฐา ออกมาปลุกกระแส ให้ไทยเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะการออกสื่อหลายต่อหลายครั้งของนายเศรษฐา มีการหยิบยกประเด็นนี้ มานำเสนอและวิพากษ์วิจารณ์ จุดบอดของการพัฒนาประเทศไทย 

 

โดยนายเศรษฐา ระบุ ครั้งเกิดวิกฤติโควิด เศรษฐกิจย้ำแย่ โดยตั้งคำถามผ่านสื่อว่า ...เศรษฐกิจไทยควรเดินต่ออย่างไร โดยไม่ทอดทิ้งใคร

 

หยิบยก ภาพเศรษฐกิจไทย อ้างอิง ธนาคารโลก ซึ่งวิเคราะห์ไว้ว่า วิกฤติโควิดครั้งนี้ทำให้คนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 1.5 ล้านคน บิ๊กซีอีโอแสนสิริ ต้องการให้ภาครัฐควรถือโอกาส “ยกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ” โดยมีมุมมองในด้านต่างๆ ดังนี้

 

โดยเฉพาะ การสนับสนุนให้รัฐต้องหาเงินมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มโดยเฉพาะ SME และธุรกิจท่องเที่ยวผ่านการกู้เพิ่ม และเก็บภาษีมรดกคนรวย

 'เศรษฐา ทวีสิน ' ปลุกไทย ลดเหลื่อมล้ำ  ประกาศ! พร้อมเสีย  'ภาษีคนรวย '

นายเศรษฐา ยังเคยกล่าวว่า วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้เป็นอุบัติการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ทาง โดยเฉพาะการพังทลายของระบบเศรษฐกิจการค้าที่ยังหาจุดจบไม่ได้ และดูเหมือนทุกคนจะโดนผลกระทบเหมือนๆ กัน ซึ่งหากวิเคราะห์ จากตัวเลขสถิติต่างๆ ให้ดี สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือช่องว่างทางด้าน “ความมั่งคั่ง” ระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี”กำลังขยายตัวกว้างขึ้นอย่างน่ากลัวและจะเป็นการปรับฐานสมดุลย์ทางด้านความมั่งคั่งที่ทำให้โอกาสเกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยากมาก

 

อย่างไรก็ดี ทุกประเทศมีวิธีแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน ผ่านนโยบายอัดเงินเข้าระบบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย การแจกเงินการลดภาษี ผ่อนปรนหนี้ ฯลฯ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ หรือช่วยลดช่องว่างทางด้านความมั่งคั่งลงได้

 

ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการออก American Rescue Plan Act ซึ่งนับเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนรวมทั้งการออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า CARES Act มากว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว ผลที่ตามมาและเกิดขึ้นคือกลายเป็นการช่วยทวีคูณความมั่งคั่งให้คนรวย 1% ที่อยู่ด้านบนของปิรามิดประชากรเป็นมูลค่าถึงกว่า 4.8 ล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว ในขณะที่คน 80% ที่อยู่ด้านล่างฐานปิรามิดต้องแบ่งความมั่งคั่งมูลค่าแค่ 12,000 ล้านเหรียญเท่านั้น

 

ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึก ย้อนไป สำนักข่าว VOA เคยนำเสนอ ข่าว ธนาคารโลกแนะนำให้รัฐบาลไทย พิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีเงินได้ สำหรับผู้ที่มีฐานะร่ำรวย เพื่อนำไปช่วยชำระหนี้ มูลค่าราว 45,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการรับมือและป้องกันการระบาดของโควิด-19 อันรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านวัคซีนด้วย

 

โดยระบุว่า ประเทศไทยมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์อยู่ถึง 52 คน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสูงกว่าอิตาลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ด้วย ขณะที่หลายรายเดินหน้าขยายความมั่งคั่งของตนเพิ่มอีกหลายเท่าในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 18,100 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลการจัดอันดับประจำปี 2021 ของนิตยสารฟอร์บส

 

ขณะเดียวกัน อัตราภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากประชาชนนั้นยังอยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำ แม้แต่ภาษีนิติบุคคลที่จัดเก็บอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแล้ว มีเพียงสิงคโปร์และบรูไนเท่านั้นที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลที่ต่ำกว่า

 

สำหรับ นายเศรษฐา ทวีสิน เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 อายุ 57 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการเงินจาก Claremont Graduate School สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)(SIRI)  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ซึ่ง ณ 30 กันยายน 2564 พบ แสนสิริ มีมูลค่าทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 116,413 ล้านบาท  โดยนายเศรษฐา มัก Call Out เกี่ยวข้องทางการเมืองอย่างน่าจับตามอง อีกทั้งล่าสุด เพิ่งเกิดกระแสข่าวลือหนาหู ว่าเป็น 1ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

15
dunnung.com ซีรีย์ออนไลน์แบบไม่อั้น ที่มี“ซีรี่ย์จีน” มาเป็นตัวชูโรง หนัง HD

อีกหนึ่งเว็บที่สายซีรี่ย์จีนจะไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อแนะนำเว็บดูซีรี่ย์ออนไลน์ นั่นก็คือ dunnung.com นั่นเองค่ะ นี่คือเว็บดูหนัง HD และซีรีย์ออนไลน์แบบไม่อั้น ที่มี“ซีรี่ย์จีน” มาเป็นตัวชูโรง มีพร้อมทั้ง  ซีรี่ย์จีน ซับไทย ซีรี่ย์จีน พากย์ไทย ดูซีรี่ย์เกาหลี ซับไทย เรียกว่าเข้าใจหัวอกคนไม่มีเวลาอย่างที่สุด ใครที่คิดว่าเสียเงินแบบรายเดือนแล้วเราดูไม่ค่อยจะคุ้มเลย มาดูที่ dunnung.com ได้เลย เพราะที่นี่ให้ดูฟรี! ฟังไม่ผิดค่ะ ดูฟรีจริงๆ ไม่มีหมกเม็ด ดูซีรี่ย์ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายดูกันให้ตาแฉะ  ความคุ้มค่าแบบนี้ไม่มีที่ไหนให้คุณได้อีกแล้ว แต่นอกเหนือจากซีรีย์จีนแล้ว ยังมีทั้งละครไทยให้ดูย้อนหลังกันแบบฟรีๆ มีอนิเมะทั้งญี่ปุ่นและอนิเมะของจีน ส่วนสายเกาหลีเจ้านี้ก็มีให้บริการเช่นกัน 

Tags ::  ซีรี่ย์จีน

Pages: [1] 2 3 ... 24